> || Back
เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบที่ ๑ (เบร์เกต์)  "ขัตติยะนารี ๑"


บ.ทิ้งระเบิดแบบที่ ๑ (เบร์เกต์)

พ.ศ.๒๔๖๒ กองทัพอากาศ ซื้อเครื่องบินทิ้งระเบิด แบบที่ ๑ (บ.ท.๑) จากประเทศฝรั่งเศส มาใช้ในภารกิจทิ้งระเบิด, ตรวจการณ์บินธุรการ หรือ "เครื่องบินเมล์" และได้ดัดแปลงเป็น "เครื่องบินพยาบาล" เข้าประจำการในโรงเรียนการบิน, กองบินน้อยที่ ๒, กองบินน้อยที่ ๓, กองบินน้อยที่ ๔ และกองบินน้อยที่ ๕
สำหรับ บ.ท.๑ ที่ตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศนี้ เป็น บ.จำลองของสมาคม "Amicak J.B. Salts" ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งได้ขอแลกเปลี่ยนกับเครื่องบินขับไล่ แบบที่ ๑๕ (Brarcat F8F) ของกองทัพอากาศ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕ เป็น บ. ที่จำลองจากของจริง โดยได้ติดตั้งอุปกรณ์บางชิ้นที่ทันสมัยขึ้นภายใน บ. เพื่อความปลอดภัยในการบิน ส่วนเครื่องยนต์เป็นเครื่องยนต์แบบเดิมของ บ.รุ่นนี้
ประจำการใน ทอ. ปี พ.ศ.๒๔๖๒ - ๒๔๘๐

เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบที่ ๑ (เบร์เกต์)
บริษัทสร้าง
เบร์เกต์ 14 บี (ฝรั่งเศส)
แบบ
ทิ้งระเบิด 2 ที่นั่ง ปีก   2 ชั้น
เครื่องยนต์ เวโนลท์ สูบ วี 300 แรงม้า   1 เครื่อง
กางปีกบน 47 ฟุต 3 นิ้ว
กางปีกล่าง 45 ฟุต 2 นิ้ว
ยาว 25 ฟุต 7 นิ้ว
สูง 10 ฟุต 9.5 นิ้ว
น้ำหนักรวม 4,300 ปอนด์ (19,500 กก.)
เพดานบิน 18,500 ฟุต
อัตราเร็วสูงสุด 115 ไมล/ชม. (215.9 กม.)
อาวุธ ปืนกลวิคเตอร์ติดข้างลำตัว
ยิงลอดวงใบพัด 1 กระบอก
ลูกระเบิดรวมน้ำหนัก 660 ปอนด์
ประจำการ พ.ศ. 2462 - 2480

เครื่องบินเบรเกติ์แบบที่สั่งซื้อมาใช้ราชการครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๕๖
ไม่ได้อนุรักษ์ มีแต่ภาพถ่าย

การคมนาคมทางอากาศครั้งแรกของไทย
ได้เปิดทำการทดลองขนส่งพัสดุทางอากาศขึ้น เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธุ์ พ.ศ.๒๔๖๒ โดยนำถุงไปรษณีย์จากดอนเมืองไปส่งยังสนามบิน เนินพลอยแหวน จังหวัดจันทบุรี และนำถุงไปรษณีย์จากจันทบุรีกลับมายังดอนเมือง เครื่องบินที่ใช้ทำการขนส่ง คือเครื่องบินแบบ เบรเกต์ 14 บี (บ.ท.๑ ) ซึ่งขณะนั้นมีอยู่จำนวน ๕ เครื่อง
ในเดือนมิถนายน พ.ศ.๒๔๖๔ ได้นำเครื่องบินแบบเบรเกต์ ซึ่งได้ดัดแปลงพี้นที่ภายในให้เป็นที่เก็บพัสดุและที่นั่งผู้โดยสารขนส่งแพทย์และเวชภัณฑ์ ไปยังจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อช่วยเหลือราษฎรในอำเภอวารินชำราบ ที่เกิดการเจ็บป่วยจากอหิวาตกโรค และไข้ทรพิษ
หลังจากนั้นจึงได้เปิดสายการบินขนส่งทางอากาศขึ้นอย่างถาวร เมี่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๕ ในเส้นทาง ดอนเมือง-นครราชสีมา-ร้อยเอ็ด-อุบลราชธานี ต่อมาเปิดสายการบินเพิ่มขึ้น ในเส้นทาง นครราชสมา-ร้อยเอ็ด-อุดรธานี-หนองคาย ในเส้นทาง นครราชสีมา ผ่านชัยภูมิ-เพชรบูรณ์ถึงพิษณุโลกและเตรียมจัดในมณฑลพายัพต่อไป พร้อมทั้งมีเครื่องบินแบบเบรเกตไว้สำหรับให้เอกชนเช่าเหมาลำอีกด้วย
เครื่องบินแบบเบรเกตไว้สำหรับให้เอกชนเช่าเหมาลำ
ห้องผู้โดยสารของเครื่องบินขนส่ง โปรดสังเกตบันไดทางขึ้นของผู้โดยสาร
บ.ท.๑ เบรเกต์ (Breguet)

บ.ท.๑ เบรเกต์ (Breguet)
    พ.ศ.๒๔๖๒
กองทัพอากาศ ซื้อเครื่องบินทิ้งระเบิด แบบที่ ๑ (Breguet 14A2,14B2) จากประเทศฝรั่งเศส เคยประจำการใน รร.การบิน, กองบินน้อยที่ ๑, กองบินน้อยที่ ๒, กองบินน้อยที่ ๓, กองบินน้อยที่ ๔ และ กองบินน้อยที่ ๕
   
ประจำการใน ทอ. พ.ศ.๒๔๖๒ - ๒๔๘๐
    หมายเหตุ บ.เบรเกต์ ที่ตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์ ทอ.เป็น บ.จำลองของสมาคม "Amicale J.B.Sales" ประเทศฝรั่งเศส เป็น บ.ที่จำลองมาจากของจริง ได้มีการติดตั้งอุปกรณ์ที่ทันสมัยบางชิ้นกับ บ. เพื่อความปลอดภัยในการบิน ส่วนเครื่องยนต์เป็นเครื่องยนต์เดิมของ บ.รุ่นนี้ ทางสมาคมได้แลกเปลี่ยนกับ บ.ข.๑๕ (แบร์แคท) เมื่อปี ๒๕๒๙

ภารกิจและบทบาทของ บ.เบรเกต์ ที่เคยประจำการใน ทอ.(ตั้งแต่ปี ๒๔๖๒ - ๒๔๘๐)
    ๑. ทำการบินขนส่งไปรษณีย์ภัณฑ์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อ ๑๗ ก.พ.๒๔๖๒ โดยนำถุงไปรษณีย์สนาม ๒ ถุง ส่งไปยัง สนามบินเนินพลอยแหวน จ.จันทบุรี
    ๒. บินไปอวดธงในต่างประเทศเป็นครั้งแรก เมื่อ ๒๒ ต.ค.๒๔๖๕ โดยรัฐบาลได้มอบให้ กรมอากาศยาน ส่งเครื่องบินเบรเกต์ เดินทางไปเยือนอินโดจีนฝรั่งเศส และเป็นผู้แทนรัฐบาลร่วมในพิธี วางพวงมาลา ที่อนุสาวรีย์ทหารฝรั่งเศสที่เสียชีวิตในสงครามโลก ครั้งที่ ๑ ณ เมืองไฮฟอง
    ๓. ทำการบินพยาบาล เมื่อปี ๒๔๖๔ เจ้านายและประชาชนได้ร่วมใจกันบริจาคเงิน ซื้อเครื่องบินให้แก่ราชการ (กรมอากาศยาน) สมเด็จพระปิตุฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ทรงชักชวนพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในออกเงินซื้อเครื่องบินที่มีชื่อว่า "ขัติยะนารี ๑" ใช้เป็นเครื่องบิน พยาบาลบรรทุกผู้โดยสารได้ ๔ คน และบรรทุกผู้บาดเจ็บอาการหนักได้ ๒ คน
    ๔. ทำการบินถ่ายภาพแผนที่ทางอากาศ

ประเภท เครื่องบินทิ้งระเบิด ๒ ที่นั่ง ปีก ๒ ชั้น
ผู้สร้าง S.A. des Ateliers d'Aviation Louis Breguet ประเทศฝรั่งเศส
เครื่องยนต์ Renault 12Fcx 12-cylinder liquid-cooled inline V.300 hp
กางปีก ๑๔.๓๖ ม. (๔๗ ฟุต ๑.๒๕ นิ้ว)
ยาว ๘.๘๗ ม. (๒๓ ฟุต ๑.๒๕ นิ้ว)
สูง ๓.๓ ม. (๑๐ ฟุต ๑๐ นิ้ว)
น้ำหนักเปล่า ๑,๗๖๕ กก. (๓,๘๙๒ ปอนด์)
อัตราเร็วสูงสุด ๑๐๐ ไมล์/ชม. ที่ ๖,๕๖๐ ฟุต (๒,๐๐๐ ม.)
เพดานบิน ๕,๘๐๐ ม. (๑๙,๐๓๐ ฟุต)
บินได้นาน ๒ ชม. ๔๕ นาที
อาวุธ ติดปืนกล ๒-๓ กระบอก ลูกระเบิดขนาด ๖๖๑ ปอนด์ (๓๐๐ กก.)
ประจำการ พ.ศ.๒๔๖๒ - ๒๔๘๐

http://www.rtaf.mi.th/museum/bldg2.htm#breguet



เครื่องบินแบบเบรเกต์ ที่ซื้อมารุ่นแรก


เครื่องบินแบบนิเออปอรต์ ที่ซื้อมารุ่นแรก


เครื่องบิน แบบ ๒๔  เบร์เกต์ ( BREGUET ) ปีก ๒ ชั้น   ( อากาศยานแบบแรก ของ บน.๒ ฯ )
บรรจุประจำการ   ปี ๒๔๖๒
BREGUET

BREGUET



จัดแสดงอากาศยานแบบต่าง ๆ และที่สร้างขึ้นเอง

(กองทัพอากาศ ๙ เมษายน ๒๕๔๒, หน้า ๒๙.)
    

Breguet 14B

The Breguet 14 was one of the most successful French aircraft operating in the latter stages of World War 1. About 5500 examples were built during the war by several manufacturing plants. Production continued post-war, and these aircraft were in service with the French colonial powers well into the 1920s. Usual engine was a 300hp Renault 12F, which gave a top speed of 110mph.. Due to wartime shortages of this engine, many Bre.14s were fitted with the 300hp Fiat A-12 engine.

The 14B was the bomber version of this design. The Breguet was also built in the 14A (reconnaissance), 14E (trainer), 14S (ambulance), 14H (floatplane) and 14T (civil passenger) versions. Records indicate that at least seven of these machines were imported from France in the years following World War 1, with about 30 more being either assembled or manufactured at the Don Muang workshops. The Bre.14 remained in service with the Thai military until replaced by Japanese aircraft in 1940.

This aircraft displays the Thai symbol for the numeral '1' on the fin and along the side of the rear fuselage. Some sources say that this was the first aircraft in Thai military service, but given that the Bre.14 was a 1916 design and the first Thai military aircraft were imported from France in 1913, this does not seem feasible. There are claims that this honour belongs to a Nieuport monoplane.


Breguet 14A2 & 14B2



Development and Operation

The Louis Breguet design of his Breguet AV Type 14 aircraft was a major departure from his previous designs. Intended to survive the increasingly violent aerial combats of the Western Front the new design used a tractor layout, featured a low wing-loading, was intended for the Renault engine (over the objections of the Section Technique de l' Aéronautique [S.T.Aé.]), and for the first time extensively used duralumin in lieu of wood. The first prototype was powered by a 263 hp Renault and the second by the 272 hp Renault. The first prototype flew on 21 November 1916 at Villacoublay and was piloted by Louis Breguet. In November 1916 the S.T.Aé. had formulated a request for four types of aircraft. The Breguet 14A2 met the requirements for a 2-seat Army cooperation aircraft. The 14B2 version met the requirements for a day bomber. By 17 February the S.T.Aé. had completed its evaluation of the aircraft. Official orders were received on 6 March 1917.

Each aircraft was armed with three machine guns. The Observer had a T.O. 3 or a T.O. 4 gun mount for his pair of 0.303 Vickers machine guns and the pilot had a fixed 0.303 inch Vickers machine gun mounted on the left side of the fuselage. The early B2 versions had Michelin bomb rack—carrying 32 11.5 kg of bombs. The A2 version could carry four bombs, a camera, and a wireless set. The principle difference between the A2 and the B2 versions were that the B2 had a lower wing with a span and had bunge-sprung flaps.

In the absence of Liberty-powered D.H. 4's the U.S. Air Service initially ordered 376 Breguet aircraft (including 229 A2's and 47 B2's). About half of these had Fiat A-12 or A-12bis engines. The first American squadron to fly the Breguet operationally was the 96th Aero Squadron; which began training at the Michelin Bros. testing field on 1 December 1917. The 96th Aero took its Breguet to Amanty on 18 March 1918. However, apparently due to poor condition of the aircraft the first bombing raid was not flown until 12 June. On 10 July disaster struck the 96th when six Breguet 14's set out to bomb the railroad yards at Conflans. None of the aircraft made it back to Amanty. During the St.Mihiel Offensive the 96th Aero performed ground attack missions and bombed rail centers. Due to a combination of pilot inexperience and muddy airfields the 96th suffered the loss of 14 planes in five days. This is the worst loss rate of any A.E.F. unit during the war.

In addition to the 96th Aero other A.E.F. squadron flying the Breguet were the 9th Night Reconnaissance Squadron and the 99th Corps Observation Squadron.

 

Aircraft and Flight Characteristics

Length

29 ft. 1.2 inches

Height

10 ft. 9.9 inches

Empty Weight

1,030 kg
(with the 300 hp Renault 12 Fcx engine)

Loaded Weight

1,565 kg
(with the 300 hp Renault 12 Fcx engine)

Maximum Speed

184 km/hr.
(with the 300 hp Renault 12 Fcx engine)

Wing Span
   (original ailerons)

     

  Upper wing
    14A2 and B2

47 ft. 1.5 inches

  Lower wing, 14A2

40 ft. 8 inches

  Lower wing, 14B2

44 ft. 9.8 inches

Wing Chord (upper)

6 ft. 6.7 inches

Wing Chord (lower)

6 ft. 7.8 inches

Ceiling

6,100 m

Climb

     

   To 2,000 m

6 minutes 50 seconds

   To 3,000 m

11 minutes 35 seconds

   To 5,000 m

29 minutes 30 seconds

Endurance

2.75 hrs.


References:


  1. Davilla, J. and Art Soltan, French Aircraft of the First World War
  2. Lamberton, W.M., Reconnaissance and Bomber Aircraft
    of the 1914-1918 War
  3. Photo courtesy of Ray Mentzer
> || Back